โครงการเปลี่ยนหม้อไอน้ำจากเชื้อเพลิงน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงแข็ง (กะลาปาล์ม)

จากวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตที่มาจากค่าขนส่งที่ต้องเพิ่มขึ้น และการขนย้ายผลผลิตภายในโรงงานที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง กระทั่งปี 2547 เริ่มมีกระแสข่าวการใช้น้ำมันไบโอดีเซลกับรถเครื่องยนต์ดีเซล เป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล โดยน้ำมันไบโอดีเซลสามารถผลิตได้ทั้งจากน้ำมันพืชต่างๆ และน้ำมันจากไขมันสัตว์ ทางซีพีเอฟเล็งเห็นว่า บริษัทมีน้ำมันพืชที่ผ่านการใช้งานแล้วจากโรงงานแปรรูปอาหารจำนวนมาก จึงทำการศึกษา และทดลองผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วของบริษัท โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทดีเซล ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าน้ำมันพืชที่ผ่านการใช้ประโยชน์แล้ว และยังช่วยตัดวงจรการนำน้ำมันเก่าไปสู่ผู้บริโภคด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้า

ไบโอดีเซล หมายถึง เชื้อเพลิงทดแทนประเภทดีเซลจากธรรมชาติ โดยการนำเอาน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ มาผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า ทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน (Transesterifcation) โดย ทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ (Ethanol หรือ Methanol) และมีด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) จะได้ผลิตผลเป็นเอสเตอร์ (Ester) และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้กลีเซอรอล (Glycerol) ซึ่งเราจะเรียกชนิดของไบโอดีเซลแบบเอสเตอร์นี้ตามชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา ไบโอดีเซลชนิดเอสเตอร์นี้มีคุณสมบัติที่เหมือนกับน้ำมันดีเซลมากที่สุด เพราะไม่มีปัญหากับเครื่องยนต์

โครงการโรงผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ริเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2549 และเริ่มเดินเครื่องผลิต เพื่อทดลองเติมให้กับรถเครื่องยนต์ดีเซลของโรงงานของบริษัท โดยผลจากการใช้น้ำมันไบโอดีเซล พบว่า มีอัตราการสิ้นเปลือง และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล กระทั่งเดือนมกราคม 2550 โรงงานจึงมีความพร้อมทั้งด้านกำลังการผลิตและคุณภาพ จึงเริ่มผลิตเพื่อเติมให้กับรถของโรงงานของบริษัท

การควบคุมคุณภาพการผลิตไบโอดีเซลนั้น บริษัทได้มีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การตรวจเช็คค่า PH ควบคุมที่ 5.5-6.5 การตรวจเช็คค่าความถ่วงจำเพาะ ควบคุมที่ 860 – 900 kg/m3 และการตรวจเช็คปริมาณกลีเซอรีนตกค้าง (Approximate Analysis) ควบคุมที่ไม่เกิน 0.05 ml รวมถึงการตรวจสอบในส่วนต่างๆ เช่น ความหนาแน่น ความหนืด กำมะถัน เป็นต้น เพื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานไบโอดีเซล ซึ่งผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

น้ำมันไบโอดีเซล สามารถย่อยสลายได้ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ ไม่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ และยังลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (greenhouse effect) และก๊าซพิษอันเกิดจาการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuel) โดยสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ 100 % ลดก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนได้ 10-50 % ลดจำนวนเขม่าดำได้ 40-60 % โดยมีเปอร์เซ็นต์ไอเสียเพียง 15.8 % เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์ไอเสียที่เกิดจากการใช้น้ำมันดีเซลที่มีถึง 26.3 %

ขณะเดียวกัน น้ำมันไบโอดีเซล ยังสามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปได้ทันที โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีความหนืดใส ช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้ดีกว่าน้ำมันดีเซล ทั้งยังมีความปลอดภัยในการขนส่ง และการสัมผัสมากกว่าน้ำมันดีเซล เพราะมีจุดติดไฟสูงถึง 200 องศาเซลเซียส ขณะที่น้ำมันดีเซล สามารถจุดติดไฟที่ 70 องศาเซลเซียสเท่านั้น

นอกจากนี้ ไบโอดีเซล เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งศูนย์ยานยนต์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (US-EPA) ว่า ในไอเสียมีค่ามลพิษต่ำ มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ โดยผ่านการทดสอบทั้ง Clean Air Act และ Energy Policy Act รวมทั้งยังช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้ถึง 90 %


< ย้อนกลับ ก่อนหน้า l ถัดไป