โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม (Co-generation)

ในปี 2542 บมจ.กรุงเทพโปรดิ๊วส ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร มีแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้า ระบบพลังงานความร้อนร่วม (Co-generation) ภายในบริเวณโรงงานของบริษัทที่จังหวัดสระบุรี เพื่อปรับปรุง การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็นโครงการนำร่องของการจัดการและอนุรักษ์พลังงาน โดยมูลค่าเงินลงทุนรวม 190 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำต่างๆ ได้แก่ ธนาคารโลก ให้การสนับสนุนค่าจ้างส่วนหนึ่งให้กับที่ปรึกษาในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ให้การสนับสนุนดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุนทั้งหมด และในเดือนตุลาคม 2545 การก่อสร้างจึงแล้วเสร็จ รวมทั้งเริ่มการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ

จากการดำเนินโครงการ Co-generation ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เฉลี่ยปีละ 44 ล้านบาท (คิดเป็น 21% ของค่าใช้จ่ายพลังงานเดิม) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องจักร ในกระบวนการผลิต ลดลงปีละ 2 ล้านบาท และประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีปัญหาไฟตก-ไฟกระชาก ทั้งยังช่วยลด มลภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐในการอนุรักษ์พลังงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535

ทั้งนี้ ซีพีเอฟและบริษัทย่อยมีแผนการที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม ภายในสถานประกอบการ ของบริษัทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป โดยปัจจุบันมีโครงการที่ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ เบื้องต้นแล้ว 5 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 755 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งการพัฒนาโครงการเป็นเฟส โดยในเฟสแรก จะมีการพัฒนา 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จังหวัดนครราชสีมา 2.โครงการที่โรงงาน แปรรูปเนื้อไก่ มีนบุรี ทั้งนี้ โครงการทั้ง 2 แห่งจะมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 5 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 23 ตัน/ชั่วโมง รวมมูลค่าการลงทุน 380 ล้านบาท ระยะเวลาในการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรทั้ง 2 โครงการ ประมาณ 18 เดือน และจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องได้ประมาณเดือน กรกฎาคม 2552

สำหรับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก 2 โครงการนี้ คือ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ประมาณปีละ 80 ล้านบาท โดยระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5-6 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์พลังงานและ สิ่งแวดล้อม เนื่องจากโครงการนี้จะทำให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้น การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่า และลดการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม


< ย้อนกลับ ก่อนหน้า