
โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เป็นโครงการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในแนวพระราชดำริด้านการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดซื้อที่ดิน 1,253 ไร่ ซึ่งเป็นดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน ในหมู่ที่3 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ พร้อมจัดสร้างบ้านพักชั้นเดียว1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จัดทำในรูปแบบโครงการ 4 ประสาน ประกอบด้วย ภาครัฐได้แก่อำเภอพนมสารคาม สถาบันการเงินโดยธนาคารกรุงเทพ ที่ให้การสนับสนุนวงเงินกู้แก่โครงการ ร่วมกับภาคเอกชนอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเกษตรกร เกิดเป็นโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ขึ้นในปี 2520 และรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเมื่อเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2521
โดยโครงการฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ให้มีโอกาสได้ประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ควบคู่ไปกับการเพาะปลูก การดำเนินงานของโครงการ จัดเป็นระบบเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อให้การพัฒนาอาชีพ ของเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยทางโครงการได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนในด้านต่างๆ ดังนี้
1. การจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร
2. การอำนวยสินเชื่อเพื่อการลงทุนซื้อที่ดิน ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โรงเรือนเลี้ยงสุกรและให้สินเชื่อ เพื่อเป็นทุน หมุนเวียน ทั้งในด้านการเลี้ยงสุกรและการเพาะปลูก
3. การให้ความรู้ในด้านเทคนิควิชาการสมัยใหม่เกี่ยวกับการเกษตร
4. การให้ความช่วยเหลือในด้านการตลาด โดยเกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะความไม่แน่นอนของราคาตลาด
วัตถุประสงค์
1. เพื่อทดสอบแนวความคิด ในการพัฒนาเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มราคาสินค้า อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภคโดยทั่วไป กล่าวคือ เกษตรกร จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพหลายประเภทร่วมกัน ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากการใช้วิทยาการ สมัยใหม่ และลดต้นทุนการผลิตจากการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้เอง
2. เพื่อทดสอบแนวความคิดว่า เกษตรกรจะต้องมีการจัดรูปองค์กรแบบเดียวกับองค์การธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อลด ความเสี่ยงในด้านราคาพืชผล หรือรายได้ของเกษตรกร เพิ่มความแน่นอนในการคืนเงินกู้ แก่สถาบันการเงิน สร้างเครดิตแก่เกษตรกร และลดการเคลื่อนไหวอย่างไม่มีเหตุผลสมควร ของราคาผลผลิตที่จำหน่าย แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ด้วยการบริหารที่มีประสิทธิภาพ การใช้เทคนิควิชาการ สมัยใหม่เข้าช่วยในการผลิต รวมทั้งระบบการจัดการและการตลาดที่มีประสิทธิภาพ
3. เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าเกษตรกรรมขั้นปฐม กล่าวคือ แทนที่จะส่งผลผลิตในรูปวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ออกไปขายต่างประเทศ กลับนำพืชเหล่านั้นมาเลี้ยงสุกร แล้วส่งเนื้อสุกร หรือเนื้อสุกรแปรสภาพ ออกไปขาย ซึ่งทำให้ได้ราคาสูงกว่า และคุ้มค่ากว่าการส่งพืชผลการเกษตร โดยตรงออกไป
4. เพื่อดำรงรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยมูลสัตว์ (สุกร) และป้องกันการทำลายป่า อันเนื่องจากการ เกษตรกรย้ายที่ทำกิน
บทบาทของผู้ร่วมโครงการ
คณะผู้ดำเนินการจัดตั้งโครงการมีการแบ่งบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบมีดังนี้
1. ฝ่ายราชการส่วนท้องถิ่น โดยนายทิวา พูลสมบัติ นายอำเภอพนมสารคาม ในขณะนั้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผิดชอบในการรวบรวมพื้นที่ เพื่อจัดตั้งโครงการในขนาดพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ โดยวิธีการซื้อจากเจ้าของที่ดิน ในราคาประเมินของทางราชการ (ซึ่งสูงกว่าราคาซื้อขายจริงเล็กน้อย) นอกจากนั้น ยังรับภาระในการจัดระบบสาธารณูปโภคการต่างๆ เช่น ถนน ไฟฟ้า สถานีอนามัย โดยทางโครงการเป้นผู้รับผิดชอบในการลงทุน และที่สำคัญคือ ทำหน้าที่ในการคัดเลือกเกษตรกร ที่จะเข้าร่วมโครงการร่วมกับทางธนาคารและเครือบริษัทฯ
2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยการรับผิดชอบในการอำนวยสินเชื่อทั้งเงินลงทุนในสินทรัพย์ประจำ และเงินหมุนเวียน
3. เครือเจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบในด้านต่างๆ ดังนี้
3.1 รับผิดชอบในด้านการผลิต โดยการจัดรูปที่ดินให้เหมาะสมต่อการเลี้ยงสัตว์และการเพาะปลูก ดำเนินการสร้างบ้านพักเกษตรกร, โรงเรือนสุกร จัดหาพันธุ์สุกร ยาและวัคซีนป้องกันโรค ตลอดจน จัดเจ้าหน้าที่สัตวบาลอยู่ประจำที่โครงการเพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการผลิตและการจัดการฟาร์ม
3.2 รับผิดชอบการตลาดโดยการหาตลาดจำหน่ายสินค้า รับผิดชอบเรื่องการเงิน และรับผิดชอบกับ ภาวะความไม่แน่นอนของราคาตลาดแทนเกษตรกร
3.3 รับผิดชอบในการบริหาร และการจัดการค้ำประกันทางด้านบัญชี/การเงิน เช่น การชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยให้กับธนาคารแทนเกษตรกร
3.4 รับผิดชอบเกี่ยวกับรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะกำไรสุทธิจากการเลี้ยงสุกรเพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีรายได้โดยเฉลี่ยทั้งปีไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000.- บาท
4. เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการผลิตให้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีความ รับผิดชอบ ในการปฏิบัติงานด้วยความเอาใจใส่ ขยันขันแข็ง และต้องปฏิบัติตาม หลักการจัดการฟาร์ม ที่เจ้าหน้าที่สัตวบาลได้กำหนดไว้
การคัดเลือกสมาชิกเข้าร่วมโครงการ
คณะกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วย ฝ่ายราชการ บริษัท และธนาคารได้ร่วมกันคัดเลือก โดยให้สิทธิเจ้าของที่ดิน ที่นำที่ดินมาร่วมโครงการฯ สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ ส่วนที่เหลือก็จะรับบุคคล ในท้องถิ่น หรือต่างท้องถิ่นที่มีฐานะยากจนไม่มีที่ทำกินของตนเอง แต่เป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต รักอาชีพ การเลี้ยงสัตว์ และการเกษตรกรรม ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ ไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอันดีงาม เกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว จะถูกส่งไปฝึกงานด้านการเลี้ยงสุกรของบริษัทฯ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อเสร็จสิ้น การฝึกอบรมแล้ว ก็สามารถเข้ามาประกอบอาชีพในโครงการ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เกษตรกรจะได้รับมอบทรัพย์สินต่างๆ ดังนี้
1. ที่ดิน 24 ไร่
2. บ้านพัก 1 หลัง
3. โรงเรือนสุกร 1 หลัง ขนาดความจุแม่พันธุ์ 30 ตัว พ่อพันธุ์ 2 ตัวสำหรับผู้ผลิตลูกสุกร
4. พันธุ์สุกร อุปกรณ์การเลี้ยง อาหารสัตว์ ยาป้องกันรักษาโรค
รูปแบบการดำเนินงานของโครงการฯ ระยะที่ 1
1. ในด้านการเงิน โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า โดยเกษตรกร 50 ครอบครัว ได้กู้เงินลงทุนทั้งหมด ของโครงการฯ จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้ติดต่อหาแหล่งเงินกู้ รับค้ำประกัน เงินกู้ และรับผิดชอบการใช้คืนเงินกู้และดอกเบี้ยให้กับธนาคารแทนเกษตรกร โดยเกษตรกรเป็นผู้กู้เงิน จากธนาคารแล้วได้มอบหมายให้โครงการฯ ลงทุนในระบบสาธารณูปการ คือ ถนน ประปา และเป็นทุน หมุนเวียน ในการดำเนินงานของโครงการฯ ในด้านการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ย ทางโครงการได้ชำระคืน ให้กับธนาคารแทนเกษตรกร
2. โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้ารับผิดชอบต้นทุนการผลิต โดยการประกันกำไรจากการผลิตลูกสุกร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอที่จะไปชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยให้กับธนาคาร และมีรายได้เพียงพอ ที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
3. โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า มีสมาชิกเกษตรกร 50 ครอบครัว เข้ามาประกอบอาชีพการเลี้ยงสุกร และการเพาะปลูกในพื้นที่ที่โครงการฯได้จัดสรรให้ โดยทางโครงการฯ ได้ดำเนินการสร้างบ้านพัก 1 หลัง โรงเรือนเลี้ยงสุกรพ่อ-แม่พันธุ์ขนาดความจุ 30 แม่ พ่อพันธุ์ 2 ตัว ในพื้นที่ที่จัดสรรให้เกษตรกรแต่ละครอบครัว เพื่อทำการผลิตลูกสุกรเมื่อลูกสุกรอายุได้ 8 สัปดาห์ เกษตรกรจะส่งลูกสุกรจำหน่ายให้กับทางโครงการฯ เพื่อนำไปขุนเป็นสุกรเนื้อในระยะ 5 ปีแรก เกษตรกรจะผลิตลูกสุกรได้ประมาณ 2,410 ตัว เฉลี่ยปีละ 482 ตัว สำหรับการจ่ายผลตอบแทนให้เกษตตรกรในระยะ 6 เดือนแรกที่เกษตรกรเข้ามาดำเนินการ ซึ่งก็ยังไม่มี ผลผลิตลูกสุกรออกจำหน่าย ทางโครงการได้จ่ายค่าครองชีพให้ครอบครัวละ 500 บาทต่อเดือน และ จ้างแรงงานของเกษตรกรเพื่อทำงานต่างๆ ให้กับโครงการฯ และหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว เกษตรกรจะเริ่ม มีผลผลิตลูกสุกรส่งจำหน่าย โดยทางโครงการฯ จะรับซื้อจากเกษตรกร โดยกำหนดผลกำไรที่แน่นอน เป็นรายตัวๆ ละ 70.00 บาท ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุกรขุน รวมใช้คืนเงินกู้ และดอกเบี้ย ทางโครงการฯ ได้ใช้คืนแทนเกษตรกร เฉพาะการผลิตลูกสุกรอย่างเดียว เกษตรกรจะมีรายได้ ทั้งปีเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000.00 บาท
4. โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า รับผิดชอบในการเลี้ยงสุกรขุน โดยรับซื้อลูกสุกรอายุ 8 สัปดาห์ จากเกษตรกรมาทำการขุนเป็นสุกรเนื้อในฟาร์มสุกรขุนของโครงการฯ และได้จ้างเกษตรกรที่มีฐานะยากจนอีก 12 ครอบครัวมาเป็นลูกจ้างของโครงการฯ เพื่อเลี้ยงสุกรขุน
5. โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ได้ดำเนินการสร้างโรงงานผสมอาหารสัตว์ เพื่อนำหัวอาหารมาผสม กับวัตถุดิบ เพื่อผลิตอาหารสุกรพันธุ์ให้กับเกษตรกรและผลิตอาหารสุกรขุนใช้ในฟาร์มของโครงการฯ
6. โครงหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการสมัยใหม่ การจัดการพันธุ์สุกร อาหาร ยา วัตถุดิบ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และจัดพนักงานสัตวบาล พนักงาน บัญชีมาอยู่ประจำ เพื่อทำหน้าที่จัดระบบการผลิตการจัดฟาร์ม และการบริการโครงการฯ
7. ในด้านการตลาด โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ได้มอบหมายให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้รับ ผิดชอบในการติดต่อพ่อค้าหาตลาดจำหน่ายสุกร และเป็นผู้เสี่ยงในความไม่แน่นอน ของภาวะราคาตลาด
รูปแบบการดำเนินงานของโครงการฯ ระยะที่ 2 (เริ่ม 1 เม.ย. 2530 เป็นต้นไป)
แนวทางการดำเนินงานในระยะที่ 2 ภายหลังจากชำระคืนเงินกู้ให้กับธนาคารเรียบร้อยแล้ว เครือบริษัทฯ ได้มอบ ทรัพย์สินทั้งหมดของโครงการให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกร และเพื่อที่จะให้เกษตรกร มีการรวมตัวกัน ดำเนินงาน ซึ่งจะทำให้โครงการนี้ฯสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคงอยู่ต่อไปตามเจตนารมณ์ ของผู้ก่อตั้ง เกษตรกรได้รวมตัวกันเป็นนิติบุคคล จัดรูปองค์กรเป็น “บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด” โดยมีการ จัดแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ดังนี้
1. กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเกษตรกร ได้แก่ บ้านพัก โรงเรือนสุกรพันธุ์ และที่ดินที่จัดสรร ให้ตั้งแต่เริ่มต้น เข้ามาประกอบอาชีพในโครงการฯ
2. กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นส่วนของบริษัทเกษตรกร ได้แก่ ฟาร์มสุกรขุน และทรัพย์สินส่วนกลางอื่นๆ ทั้งหมด ที่เกษตรกรใช้ประโยชน์ร่วมกัน
โดยรูปแบบการดำเนินงานระยะที่ 2 เป็นดังนี้
1. ด้านการผลิต เกษตรกรจะเลี้ยงสุกรพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสุกรอายุ 8 สัปดาห์ ส่งมอบให้แก่ บริษัท หมู่บ้าน เกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด โดยบริษัทฯ จะประกันราคารับซื้อต่อตัวที่แน่นอนให้เกษตรกร ลูกสุกรที่บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด รับซื้อมานี้จะนำมาขุนเป็นเนื้อสุกรเพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาดต่อไป
2. ด้านการเงิน โดยที่การดำเนินงานของเกษตรกร และบริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด จำเป็นที่ต้องกู้เงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพต่อไปซึ่งการกู้เงินจะแบ่งกู้เป็น 2 ส่วน คือ
2.1 บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด กู้เงินจากแหล่งเงินกู้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน รายได้จาก การจำหน่ายสุกรของบริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด ภายหลังจากหักต้นทุนค่าใช้จ่าย และ ดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว ถ้ามีผลกำไรจะมีการจัดสรรไว้เป็นกองทุนสำรอง ก่อนที่จะจัดสรรจ่ายเป็นเงินปันผล โดยอาจนำเงินที่สำรองไว้นี้มาลดยอดการใช้เงินกู้เงินเบิกเกินบัญชีจากธนาคาร
2.2 เกษตรกร ซึ่งทำหน้าที่เลี้ยงสุกร พ่อ-แม่พันธุ์ เพื่อผลิตสุกรอายุ 8 สัปดาห์ ยังขาดเงินทุนหมุนเวียนอยู่ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินมาให้เป็นทุนหมุนเวียน สำหรับซื้อพันธุ์สัตว์ ยา อาหาร และวัคซีน โดยเกษตรกรแต่ละรายจะเป็นผู้กู้เงินเองเมื่อมีกำไรก็จะชำระคืนเงินกู้ให้กับธนาคาร
3. บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด รับผิดชอบในการจำหน่ายอาหารสุกรพันธุ์ให้กับเกษตรกร และผลิตอาหารสุกรขุนใช้ในฟาร์มของบริษัท
4. บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด จะให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการ การจัดการพันธุ์สุกร อาหาร ยา วัคซีน อุปกรณ์-เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ มาจำหน่ายให้กับเกษตรกร ในราคายุติธรรม จัดหาพนักงาน สัตวบาล และพนักงานบัญชี มาทำหน้าที่จัดระบบการผลิต การจัดฟาร์ม และการบริหาร
5. ด้านการตลาดและการบริหารธุรกิจ เครือเจริญโภคภัณฑ์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำปรึกษา ให้ความสนับสนุนการบริหารธุรกิจ และเพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของภาวะราคาตลาดสุกรเนื้อ โดยจะประกันราคารับซื้อราคาสุกรเนื้อให้กับบริษัทหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า
การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์
โครงการก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ เพื่อเป็นพลังงานทดแทนและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
วัตถุประสงค์
1. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำมูลสุกรมาผลิตก๊าซชีวภาพให้เป็นพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิง
2. เพื่อควบคุมมลพิษจากของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสุกร ซึ่งเป็นการปรุงสิ่งแวดล้อม
3. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำกากที่ได้จากการหมักของบ่อก๊าซชีวภาพมาใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน
เดือนตุลาคม 2542 ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้สนับสนุนในสมาชิกเกษตรกรทำการก่อสร้างบ่อก๊าซชีวภาพ เพื่อเป็นพลังงานทดแทนและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม โดยทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ประสานงานกับกรมส่งเสริม การเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนเงินทุน 45% ของการก่อสร้าง ส่วนที่เหลือ 55% เกษตรกรเป็นผู้ลงทุนเอง ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 45 ราย จัดการก่อสร้างบ่อขนาด 100 และ 150 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากการก่อสร้างบ่อก๊าซชีวภาพ ทำให้สมาชิกเกษตรกร สามารถนำก๊าซไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม และปั่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ได้มากถึงละ 30% ของค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าต่อเดือน นอกจากนี้ ยังสามารถนำกากที่ได้จากการหมักมาทำเป็นปุ๋ย เพื่อการปลูกพืชได้อีกด้วย
ความสำเร็จของเกษตรกรในหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า
- ด้านรายได้ จากเดิมรายได้เฉลี่ย 2000 บาท/ราย/เดือน ปัจจุบันประมาณ 80,000 บาท/เดือน
- มูลค่าหลักทรัพย์และทรัพย์สิน ประกอบไปด้วย ทรัพย์สิน ที่ดิน บ้านพัก และโรงเรือนเลี้ยงสุกร จากเริ่มต้นโครงการมูลค่รวมทั้งหมดประมาณ 3 แสนบาท ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 6 ล้านบาท
- คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลูกหลาน จากแรกเริ่มอยู่อย่างยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ในปัจจุบันเกษตรกรก็มีที่ดิน มีทรัพย์สิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บุตรหลานมีโอกาสได้เรียนและจบการศึกษาในระดับสูง
- การพัฒนาบุคลากร มีการใช้เจ้าหน้าที่วิทยากร มาให้ความรู้กับเกษตรกรด้านการเลี้ยงสุกร สำหรับเยาวชน มีการจัดกิจกรรมเข้าค่าย กิจกรรมเรียนรู้ต่างๆ เป็นประจำทุกๆ ปิดภาคเรียน
- ด้านสิ่งแวดล้อม มีการทำระบบบำบัดของเสียจากการเลี้ยงสุกร ด้วยไบโอแก๊ส และนำแก๊สที่ได้มาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้าภายในฟาร์มได้ทั้งระบบ สามารถลดค่ากระแสไฟฟ้าได้ 1 ใน 3 ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนกากมูลสุกรหลังการบำบัดยังสามารถนำมาผลิตเป็น ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด จำหน่ายเป็นรายได้เสริมของโครงการด้วย
- ความมั่นคงทางด้านสังคม เช่น กองทุนต่างๆ
โครงการหนองหว้ายั่งยืน
หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า มีการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องจนอาจเรียกได้ว่าเป็นชุมชนเลี้ยงสุกร ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ที่สมาชิกในชุมชนมีความเป็นปึกแผ่น และมุ่งมั่นสืบทอดอาชีพที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ทำให้กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงาน เป็นแหล่งเรียนรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงสุกรที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้กับหน่วยงานที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สมาชิกในหมู่บ้านจึงได้คิดโครงการหนองหว้ายั่งยืนขึ้น ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อยต่างๆ ดังนี้
1. โครงการหนองหว้าน่าอยู่
วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อปรับแต่งภูมิทัศน์ของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าให้สวยงามและน่าอยู่
1.2 รณรงค์เรื่องความสะอาดริมถนนและหน้าบ้านเกษตรกร
1.3 สร้างสีสันให้กับบ้านเรือนของเกษตรกร
1.4 ปลูกจิตสำนึกให้เกษตรกรรักบ้านเกิดของตนเอง
2. โครงการสายใยรักชุมชน
วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อลดความเครียดของผู้สูงอายุที่เกิดจากการว่างงาน
2.2 เพื่อดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ผู้สูงอายุ
2.3 เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ
2.4 เพื่อเป็นการพบปะและร่วมกิจกรรมกับหมู่บ้านฯ
2.5 เพื่อให้เกิดสายใยรักในชุมชน ระหว่างผู้สูงอายุกับบุตรหลานในชุมชน
กิจกรรม
- ตรวจสุขภาพทุกเดือน
- ฟังเทศน์
- ท่องเที่ยวนอกสถานที่
- ทำไม้กวาดทางมะพร้าว
- รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ
3. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเลี้ยงสุกร
3.2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสุกรภายในฟาร์ม
3.3 เพื่อยกระดับการเลี้ยงสุกรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
3.4 เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร
4. โครงการปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด
วัตถุประสงค์
4.1 เพื่อเพิ่มมูลค่ามูลสุกรที่ได้จากบ่อแก๊สชีวภาพให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
4.2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจากการใช้มูลสุกรในการเพาะปลูกพืช ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.3 เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก และเพื่อให้ดินมีแร่ธาตุและอินทรีย์สารเพิ่มมากขึ้น
4.4 เสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน
5. โครงการกีฬาเพื่อสุขภาพ
วัตถุประสงค์
5.1 เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของเกษตรกรในหมู่บ้านฯทุกคน จากการเล่นกีฬาเป็นประจำ อาทิ กีฬาฟุตบอล การเต้นแอโรบิก การเล่นเครื่องเล่นในศูนย์ออกกำลังกาย
5.2 เป็นที่พบปะของคนในหมู่บ้านฯ เพื่อพูดคุยทำให้เกิดความสามัคคีและห่างไกลยาเสพติด
5.3 เป้าหมายของจำนวนคนที่ร่วมกิจกรรม ภายในโครงการ 70% และภายนอกโครงการ 30%
6. โครงการฝึกอาชีพ อาทิ อาชีพตัดผมชาย-หญิง อาชีพซ่อมเครื่องยนต์ การประดิษเครื่องบินเล็กบังคับวิทยุ
วัตถุประสงค์
6.1 เพื่อช่วยเหลือนักเรียนและผู้ที่มีรายได้น้อย
6.2 เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้
6.3 เพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต
7. กิจกรรมฟาร์มสเตย์ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า
วัตถุประสงค์
7.1 เพื่อให้บุคคลภายนอกสามารถเข้ามาดูงานแบบพักค้างคืนกับบ้านเกษตรกร
7.2 เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาชีพการเลี้ยงสุกร และอาชีพเสริมของเกษตรกร อาทิ การทำไม้กวาด การเพาะเห็ดฟาง และการขยายพันธุ์ต้นไม้
7.3 เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
|