ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

บทสัมภาษณ์เกษตรกรเลี้ยงไก่ไข่

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นพนักงานบริษัทเอกชน รายได้ต่อเดือนประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท ก็นับว่าไม่ลำบากอะไร แต่เมื่อคิดถึงอนาคตของตัวเองก็พบว่าวันหนึ่งเราก็ต้องเกษียณ และกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีงานทำ ดังนั้นจึงได้ลองศึกษาดูว่ามีอาชีพอะไรที่พอจะทำได้และเหมาะกับตัวเอง เมื่อมองที่พื้นฐานเดิมของเรา พ่อแม่ก็เป็นเกษตรกร เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู ตัวผมเองก็คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเกษตรและมีใจรักอยู่แล้ว เลยตัดสินใจศึกษาอาชีพนี้อย่างจริงจังอยู่นานประมาณ 2-3 ปี และเห็นว่าการเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาชีพที่น่าสนใจ ยิ่งได้เห็นเกษตรกรที่อยู่ในโครงการส่งเสริมฯ กับซีพีเอฟอยู่แล้วประสบความสำเร็จก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง เพราะบริษัทคงจะไม่ทิ้งเกษตรกรและมั่นใจว่าเมื่อลงทุนแล้วคงไม่สูญเปล่า จึงตัดสินใจลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ เพราะจะว่าไปแล้วประเทศไทยของเราเป็นประเทศเกษตรกรรม และคนเราก็ต้องบริโภคไข่ทุกวันอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งการเลี้ยงไก่ไข่ก็เป็นอาชีพที่อิสระ ถ้าผมหันมาทำอาชีพนี้เป็นของตัวเองก็น่าจะกลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืนต่อไปได้อย่างแน่นอน”

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“หลายคนมองว่าการลงทุนทั้งหมดนี้ใช้เงินค่อนข้างมาก แต่เราคิดว่าสิ่งที่จะได้มาหลังจากนั้นคุ้มเกินคุ้ม เพราะถ้ามองในระยะยาวเทคโนโลยีเหล่านี้ จะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านการจัดการต่างๆ ได้อย่างมาก เช่น ลดแรงงาน ที่เดิมต้องใช้มากถึง 15 คน แต่พอหันมาใช้ระบบอัตโนมัติก็สามารถลดคนเลี้ยงลงเหลือเพียง 6 คน ในจำนวนไก่ไข่เท่ากัน แต่การพัฒนาระบบการเลี้ยงที่มีมาตรฐานอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนด้วย โดยต้องคำนึงว่าอาชีพของเราต้องไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับชุมชน ฟาร์มของเราจึงนำระบบไบโอแก๊สมาใช้ ที่ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนจากมูลไก่ได้ทั้งหมด ยังมีผลพลอยได้คือแก๊ส ที่นำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์มได้ทั้งระบบ ช่วยลดค่าไฟได้มากกว่า 70% ซึ่งในการเลี้ยงสัตว์นั้นค่าไฟถือเป็นหนึ่งในต้นทุนหลัก หากสามารถลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ก็เท่ากับกำไรที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบของการลงทุนที่ได้เป็นเม็ดเงินกลับมา ทั้งแก๊สที่เปลี่ยนเป็นไฟฟ้า หรือแม้แต่กากตะกอนหลังการบำบัดเราก็ไม่ปล่อยให้สูญเปล่า แต่ได้นำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดขายเป็นรายได้เสริม”


บทสัมภาษณ์เกษตรกรเลี้ยงสุกร ่

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“กว่า 10 ปี ที่ยึดอาชีพเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟ ผมตอบได้เลยว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน เพราะลูกหมูที่บริษัทส่งมาให้เราเลี้ยงเป็นหมูพันธุ์ดี ซึ่งถือปัจจัยหลักของความสำเร็จ อาหารก็มีโภชนาการเหมาะกับหมูในแต่ละวัยทำให้มีการเจริญเติบโตที่ดี รวมทั้ง มีเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสัตว์ที่ทันสมัย แต่ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้จะดีแค่ไหนก็ตาม หากคนเลี้ยงปล่อยปละละเลย ผลผลิตก็ไม่มีทางที่จะดีได้ ดังนั้นตัวเราเองต่างหาก คือผู้กำหนดความสำเร็จทั้งหมด โดยจะต้องคอยดูแล เอาใจใส่ในการเลี้ยงและการจัดการ ซึ่งผมถือว่าสำคัญที่สุด นอกจากนี้ การที่บริษัทรับซื้อผลผลิตคืนและจัดการด้านการตลาดทั้งหมด ทำให้ที่ผ่านมาผมสามารถทำประสิทธิภาพการเลี้ยงได้ตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด สามารถผลิตหมูที่มีคุณภาพ น้ำหนักดี สมบูรณ์ แข็งแรง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด เกิดความมั่นคงด้านราคาผลผลิตและรายได้ ทำให้ผมมองไปถึงอนาคตของลูก และอยากให้เขาสานต่ออาชีพนี้ ซึ่งทุกวันนี้เราก็ให้ลูกๆ เข้ามาช่วยเลี้ยงหมู เพื่อปลูกฝังให้พวกเขาได้เรียนรู้และมีพื้นฐานจากการ โดยการลงมือทำจริงๆ ถึงแม้วันนี้ครอบครัวของเราจะไม่ร่ำรวยขนาดมีเงินเหลือกินเหลือใช้ แต่ก็ไม่เคยลำบาก เราไม่มีหนี้สิน มีทั้งบ้าน-รถยนต์ มีเงินเก็บสำหรับส่งลูกทั้งสองคนเรียน ที่สำคัญคือ มีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นมรดกให้กับลูกๆ เท่านี้ผมก็มีความสุขมากพอแล้ว”

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“ตอนแรกที่เริ่มเลี้ยงหมูกับโครงการฯ เรา 3 คนพี่น้องทำอะไรไม่เป็นเลย ก็ได้สัตวบาลของซีพีเอฟเป็นคนแนะนำ ตั้งแต่การสร้างโรงเรือน วิธีการเลี้ยงหมู การป้องกันโรค เรียกว่าเขาเป็นที่ปรึกษาในทุกๆเรื่อง ไม่เว้นแม่แต่เรื่องตลาดซึ่งทำให้เราไม่ต้องหนักใจว่าจะเอาลูกหมูที่ผลิตได้ไปขายให้ใคร หรือจะขายได้ราคาถูกหรือแพงเท่าไหร่ เพราะบริษัทเขาจะรับซื้อลูกหมูที่ได้มาตรฐานทั้งหมดไปส่งต่อให้เกษตรกรหมูขุนเลี้ยงต่อไป เรียกว่าหมดกังวลเรื่องตลาดไปได้เลย โดยได้ตัดสินใจกู้เงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตกว่า 5 แสนบาท เพื่อลงทุนสร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์จำนวน 120 ตัว โดยรูปแบบโรงเรือนขณะนั้นยังคงเป็นแบบเปิดโล่ง ต่อมาบริษัทจึงส่งเสริมให้ปรับปรุงโรงเรือนเป็นระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างของผลผลิตได้อย่างชัดเจน เพราะการเลี้ยงในระบบปิดนี้สามารถปรับอากาศให้เหมาะสมกับความต้องการของแม่สุกรได้เป็นอย่างดี เมื่อแม่สุกรอยู่สบายจึงกินอาหารได้ดี ไม่เครียด มีสุขภาพแข็งแรง การให้ผลผลิตจึงดีตามไปด้วย ส่งผลให้เธอสามารถคืนเงินกู้ทั้งหมดได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี เมื่อเห็นว่าอาชีพนี้ทำให้มีรายได้ที่แน่นอน จึงได้กู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนบาท เพื่อขยายการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นแม่พันธุ์รวม 220 ตัวในปัจจุบัน สร้างรายได้เฉลี่ยเกือบ 1 แสนบาทต่อเดือน”


บทสัมภาษณ์เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิม ่

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“ลุงเคยทำมาหลายอาชีพตั้งแต่ขายแรงงานที่ซาอุฯ ทำนา เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ แบบชาวบ้านๆ แต่ก็ขาดทุนตลอด จนเมื่อ 12 ปีก่อน ได้รู้จักอาชีพเลี้ยงปลากระชังที่ซีพีเอฟ เขามาส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยง และคิดว่าอาชีพอะไรก็ทำมาหมดแล้ว เลยตัดสินใจลองเริ่มเลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำชี มาตั้งแต่ปี 2541 และถือเป็นคนแรกที่เลี้ยง ตอนนั้นป้าเขาไม่เห็นด้วยกับลุงเลย และยังบ่นว่าจะเอาเงินหว่านทิ้งลงน้ำทำไม แล้วจะได้กำไรเหรอ แต่ลุงก็ไม่ท้อ กลับยิ่งมุ่งมั่นเพื่อให้อาชีพใหม่นี้สำเร็จให้ได้ ลุงเรียนรู้ด้วยตัวเอง และมีเจ้าหน้าที่ของซีพีเอฟคอยเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ที่เข้ามาให้ความรู้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จากเริ่มต้นเพียง 6 กระชัง วันนี้เพิ่มเป็น 50 กระชัง เลี้ยงมาแล้วทั้งหมด 24 รุ่น ทำให้ลุงมีรายได้ประมาณปีละ 200,000 – 250,000 บาท ที่สำคัญคือลุงภูมิใจที่ความพยายามและความตั้งใจ ทำให้ประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ ทั้งยังได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเพื่อนเกษตรกรที่ขอเข้ามาดูกระชังปลา และขอคำปรึกษาจากลุงด้วย”

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“เมื่อก่อนทำงานในโรงงาน มีรายได้วันละไม่ถึง 200 บาท เดือนหนึ่งประมาณ 5 พันบาท ก็แค่พอใช้เดือนชนเดือน ถ้าอยากได้อะไรก็ต้องผ่อนส่งเหมือนสาวโรงงานทั่วไป แทบไม่ต้องพูดถึงเงินเก็บ เพราะลำพังใช้จ่ายแต่ละเดือนกับแฟนสองคนก็ถือว่าลำบากแล้ว แต่เราก็ยังอดทนทำงานในโรงงานมาจนกระทั่งตัวเองท้องลูกคนแรก ในปี 2548 พ่อแม่ก็อยากให้หยุดทำงานที่โรงงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน เวลานั้นทางบริษัทซีพีเอฟเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงปลาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกพอดี จึงลองศึกษาดูว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนถ้าจะทำอาชีพนี้ เมื่อเห็นว่าการลงทุนไม่ได้มากจนเกินไป แล้วก็เป็นอาชีพที่อิสระเป็นเจ้านายของตัวเอง ไม่เหมือนกับตอนที่เป็นลูกจ้างในโรงงานที่ต้องคอยรับคำสั่งจากหัวหน้าตลอดเวลา แถมยังมีบริษัทคอยให้คำปรึกษาและจัดการด้านตลาดให้ด้วย จึงตัดสินใจลงทุนทันที เรียกว่าเป็นเจ้าแรกๆ เลยที่เลี้ยงปลาในพื้นที่เขตนี้ ตอนนั้นเรากู้ยืมเงินทั้งหมดประมาณ 400,000 บาท เพื่อสร้างกระชังและเริ่มต้นเลี้ยงปลารุ่นแรกจำนวน 20 กระชัง ใช้เวลาเลี้ยงรุ่นละ 4 เดือน เอเย่นต์ก็จะมาจับปลา ซึ่งผลการเลี้ยงทำให้มีรายได้ที่น่าพอใจมาก จากนั้นก็เพิ่มกระชังเรื่อยๆ จนเป็น 60 กระชังในปัจจุบัน และใช้เวลาประมาณ 4 ปี ก็ใช้หนี้ที่กู้ยืมมาจนหมด ทุกวันนี้มีผลผลิตปลาทับทิมออกสู่ตลาดประมาณ 7 ตันต่อเดือน สร้างรายได้ให้เดือนละประมาณ 4-7 หมื่นบาท แล้วแต่ว่าเดือนไหนจะจับปลากี่กระชัง”


บทสัมภาษณ์เกษตรกรเลี้ยงแพะ ่

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ

“เมื่อก่อนเราเลี้ยงแพะกันแบบพื้นบ้าน ด้วยการเลี้ยงกึ่งขังกึ่งปล่อยบริเวณสวนปาล์ม เพื่อขายในพื้นที่อำเภอท่าแพ จนเมื่อปี 2550 ได้รับมอบแพะเนื้อพันธุ์บอร์ ที่ซีพีเอฟบริจาคผ่านศอ.บต. ให้นำมาปรับปรุงพันธุ์กับแพะพื้นเมือง เพื่อให้ได้สายพันธุ์แพะที่เหมาะสมกับพื้นที่ และมีปริมาณเพียงพอขายในท้องถิ่น ทำให้วันนี้ผลผลิตของเราดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะลูกที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ มีลักษณะเด่น คือ แข็งแรง โตเร็ว เลี้ยงง่าย เหมาะกับพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เราสามารถขายแพะเนื้อได้เร็วขึ้น รายได้ก็ดีขึ้น ผมและกลุ่มผู้เลี้ยงแพะท่าแพทุกคนรู้สึกดีใจที่ศอ.บต.และซีพีเอฟ มอบแพะพันธุ์แท้ให้กับเรา เพราะลำพังพวกเราเองคงไม่สามารถหามาเลี้ยงเองได้ ถือว่าเราได้รับโอกาสที่ดีมากๆ ที่สำคัญปัจจุบันนี้ มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก มาติดต่อขอซื้อแพะที่กลุ่มเราเพาะเลี้ยงได้”


< ย้อนกลับ ก่อนหน้า