ข่าวอุตสาหกรรม

วิบากกรรมหมู…เกษตรกรต้องแก้เอง !!

21/02/2555
 

วิบากกรรมหมู…เกษตรกรต้องแก้เอง !! 
โดย รศ.ดร.กานต์ สุขสุแพทย์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง


ท่ามกลางความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงสุกรที่ต้องแบกภาระขาดทุนมานานหลายเดือน กลับได้ยินเสียงบ่นของผู้บริโภคว่าไม่ได้ซื้อหมูในราคาที่ลดลงกลายเป็นปัญหาที่ถาโถมผู้เลี้ยงสุกร… ขณะที่วิธีแก้ปัญหาของภาครัฐยังเชื่องช้าเกินกว่าจะแก้ปัญหาได้ และเชื่อว่าหากต้องรอเช่นนี้ต่อไป คงแก้ไขไม่ทันการณ์กับภาวะราคาที่คาดว่าจะตกต่ำไปถึงสิ้นปี  ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอย่างสาหัสสากรรจ์ทีเดียว

จากต้นทุนการเลี้ยงที่ 65 บาทต่อกิโลกรัมนี้เองที่เป็นสาเหตุให้เกษตรกรขาดทุนเพิ่ม จากราคาลูกหมูที่เคยซื้อเลี้ยงไว้ก่อนน้ำท่วมที่ราคาตัวละ 2,500 บาท ปัจจุบันราคาขยับลงมาที่ 1,600 บาท สวนทางกับราคาอาหาร เช่น รำ ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ปลาป่น ที่ล้วนมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากน้ำท่วมนาข้าวหลายล้านไร่ โรงสีไม่มีข้าวมาสี ทำให้ราคารำและปลายข้าวแพงขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องขายหมูที่ราคาต่ำกว่าทุนมาตลอดระยะเวลากว่า 5 เดือน นับตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2554 ที่เริ่มมีสัญญานราคาและแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งขยับลงมาต่ำกว่าต้นทุนเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2554 หลังจากนั้นราคาก็ร่วงแบบยั้งไม่อยู่ แม้จะมีช่วงที่ราคาดีดกลับเพิ่มขึ้นบาง เช่น ช่วงน้ำท่วม แต่ก็ยังไม่พ้นกรอบของคำว่า “ขาดทุน” แม้ที่ผ่านมากระทรางพาณิชย์หรือกรมการค้าภายในจะทำการระบายขายหมูออกไปบ้างตามแนวทางธงฟ้าที่อ้างว่าตัดตอนคนกลางให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมาเจอกันเลยนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด

จริงอยู่ กรมการค้าภายในต้องการดูแลค่าครองชีพประชาชน หรืออยากขายหมูในราคาถูก เพราะเกรงจะเดือดร้อนถึงผู้บริโภคกว่า 60 ล้านคน เมื่อเทียบกับคนเลี้ยงหมูจำนวน 2 แสนรายถือว่าน้อยนิด แต่เมื่อเกิดปัญหาก็ดูเหมือนชนกลุ่มน้อยของประเทศจะถูกมองข้ามบ่อยครั้ง  ทั้งที่คนเลี้ยงหมูเองก็มีปัญหาหลายด้าน ทั้งอาหารสัตว์และโรคระบาดที่ยังมีอยู่ กรมการค้าภายในจึงสมควรที่จะดูแลราคาหมูให้เป็นไปอย่างยุติธรรมไม่ใช่ดูแลเพียงผู้บริโภคแต่ทิ้งขว้างเกษตรกรผู้เลี้ยง เพราะถ้ายังปล่อยปัญหาไว้อย่างนี้ก็เกรงว่าจะได้เห็นคนเลี้ยงต้องเลิกเลี้ยงกันไปหมด ถึงวันนั้นอาจจะต้องซื้อหมูราคาแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรยามนี้จึงน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ไหนจะต้องแบกภาระขาดทุนถึงตัวละกว่า 1,000 บาท แล้ว ยังจำต้องถูกกล่าวหาในเรื่องกักตุนหมูหรือเก็งกำไรหลังน้ำลด ทั้งๆที่การเลี้ยงสัตว์ไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้ นั่นเพราะไม่ว่าจะหมูหรือไก่ เลี้ยงนานไปก็ไม่โตอีกแล้ว ขืนเลี้ยงไว้เก็งราคาอย่างที่ถูกกล่าวหาก็เรียกว่าคิดผิด เพราะหมูจะกินอาหารฟรีแต่เลี้ยงไม่โต เหมือนกับไก่เนื้อที่เลี้ยงเกินอายุ กินอาหารได้แต่น้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเลยสักนิด

พูดมาถึงบรรทัดนี้ ก็พอจะเห็นได้ว่า หากเกษตรกรจะรอหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐด้วยวิธีการค่อยเป็นค่อยไปดังที่เคยใช้คงไม่ได้แล้ว และวิธีแก้ปัญหาระยะสั้นที่เห็นผลเร็วที่สุดเท่าที่คนเลี้ยงหมูพอจะทำได้เพื่อประคองตัวให้รอดในอุตสาหกรรมในตอนนี้ จึงหนีไม่พ้น “การปลดแม่พันธุ์สุกร” เพื่อตัดตอนผลผลิต อันจะส่งผลโดยตรงให้ปริมาณสุกรลดลง แต่การปลดแม่พันธุ์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้เลี้ยงสุกรทุกคน จึงจะเกิดพลังและสามารถลดปริมาณสุกรในท้องตลาดได้ จึงจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรทุกคนหลุดพ้นภาวะขาดทุน

นอกจากนี้ การจับมือกันวางแผนควบคุมปริมาณหมูที่ผลิตออกมาให้เหมาะสมกับตลาดในแต่ละช่วง ไม่ใช่ปล่อยให้มีมากจนเกินไปอย่างในอดีต รวมไปถึงการป้องกันปัญหาการผลิตที่อาจเกิดขึ้นทั้งจากการเลี้ยงและเรื่องโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด…ก็ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น

อาจกล่าวได้ว่า เกิดเป็นผู้เลี้ยงหมูจงพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง…สร้างพลังสามัคคีของเกษตรกรให้แข็งแกร่ง…จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด./

 
< ย้อนกลับ ก่อนหน้า l ถัดไป
Quick Links
CPF Call Center