เช้าวันนี้ (5-6-55) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำโดยนายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร จัดงาน “CPF Go Green รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม” ในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) 5 มิถุนายน ประกาศเดินหน้านโยบาย “ธุรกิจสีเขียว” (Green Business) ตอกย้ำศักยภาพผู้นำครัวโลกสีเขียวที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคด้านกระบวนการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความอย่างยั่งยืน ที่ห้องบอร์ดรูม ชั้น 30 ซีพี ทาวเวอร์ สีลม
นายอดิเรก เปิดเผยว่า ซีพีเอฟภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ครัวของโลก” ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยมุ่งผลิตผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพปลอดภัย มาตรฐานสากลสู่ผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และมีการจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างยั่งยืนมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัทได้กำหนดเป้าหมายให้ธุรกิจของซีพีเอฟก้าวสู่การเป็น “ธุรกิจสีเขียว (Green Business)” โดยมีธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (Farm) เป็นธุรกิจต้นแบบนำร่อง และขยายไปสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) และธุรกิจอาหาร(Food) ตลอดทั้งวงจรการผลิต ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ตื่นตัวในวิกฤติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลก โดยคาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ภายใต้นโยบายดังกล่าวได้ปีละกว่า 344,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมได้กว่า 1,260 ล้านบาทต่อปี พร้อมเดินหน้าถ่ายทอดต่อเนื่องไปยังกลุ่มเกษตรกร และคู่ค้า หรือซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจสี
เขียว ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพิ่มเติมอีก 500 – 1,000 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีจากนี้
“ซีพีเอฟมีจำนวนโรงงานและฟาร์มทั้งวงจรการผลิต รวม 323 หน่วยงาน แบ่งเป็น Feed 17 โรงงาน Farm 282 ฟาร์ม และ Food 24 โรงงาน โดยที่ผ่านมาได้มุ่งดำเนินโครงการต่างๆทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 122 หน่วยงาน คิดเป็นสัดส่วน 38 % ของจำนวนโรงงานและฟาร์มทั้งหมด โดยใช้งบประมาณไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ในโครงการหลักๆ ได้แก่ ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Cogeneration) โครงการผลิตแก๊สชีวภาพ (Biogas) การใช้เชื้อเพลิง Biomass เป็นเชื้อเพลิงทดแทน การผลิตน้ำมัน Bio Diesel จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ฯลฯ รวมถึงมาตรฐานสากลต่างๆ อาทิ การแสดงฉลากคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ เพื่อแสดงปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการ ส่งผลให้ซีพีเอฟเป็นผู้ผลิตไก่ครบวงจรรายแรกของโลกที่ได้รับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์” นายอดิเรก กล่าวและว่า
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการ “ผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” (CPF’ s Product Sustainability) โดยนำรากฐานความสำเร็จอย่างยั่งยืนของ CPF ที่เริ่มต้นจากมาตรฐานสินค้าคุณภาพ (Quality) อาหารปลอดภัย (Food Safety) และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งถือเป็นปัจจัยความสำเร็จที่ซีพีเอฟได้ยึดถือและให้ความสำคัญเสมอมา มาต่อยอดความเข็งแกร่ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ซีพี ของซีพีเอฟ เป็นที่จดจำในระดับโลก (Global) อย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Green Product Green Logistic และ Green Value Chain โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์ Green Product นั้น ขณะนี้ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 100 รายการ (SKU) ซึ่งนับเป็นแรงจูงใจสำคัญยิ่งสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ จะขยายโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อมุ่งลดภาวะโลกร้อนและพร้อมต่อการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) ในอนาคต
ล่าสุด ได้ขยายการดำเนินโครงการมาตรฐานฟาร์มสีเขียว ซีพีเอฟ ( CPF Green Farm Standard ) ที่
สอดคล้องตามมาตรฐานสากล โดยมีการมอบประกาศนียบัตรรับรองแก่ฟาร์มที่ปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดมาตรฐานฟาร์มสีเขียว ที่จะเน้นผลลัพธ์ของการดำเนินงานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้ฟาร์มต่างๆนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงทั้งต่อประเทศ ชุมชน และสังคมในพื้นที่ตั้งของฟาร์มต่อไป
ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคมที่หลากหลายภายใต้แนวคิด “CPF เพื่อชีวิตยั่งยืน” โดยยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ของท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจที่ต้องเป็น ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อบริษัท ผ่านกิจกรรม CSR ใน 6 ด้านหลัก คือ ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างงานสร้างอาชีพ ด้านสุขภาพและอนามัยผู้บริโภค ด้านอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณประโยชน์ ด้านกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ และด้านกีฬา
ด้านนายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนา
องค์กรอย่างยั่งยืนของซีพีเอฟ กล่าวเสริมว่า “ปัจจัยที่ทำให้เกิดแนวคิดสู่ความยั่งยืนมาจากจำนวประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงจากสภาวะอากาศโลก แนวโน้ม Green Economy การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทรัพยากรมีจำกัด และสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย ทำให้การสร้างความยั่งยืนของซีพีเอฟจำเป็นต้องเริ่มจากการจัดการที่มีระบบตามมาตรฐานสากลของโลก เพื่อสร้างความชัดเจนของแนวคิดการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม”./ |