dcsimg
เกี่ยวกับซีพีเอฟ
เกี่ยวกับซีพีเอฟ
ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพบนมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและกระบวนการทำงานที่รับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม
เกี่ยวกับซีพีเอฟ สำหรับบุคลากร
ธุรกิจ
ธุรกิจ ซีพีเอฟ
ซีพีเอฟมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สะอาดถูกสุขอนามัย ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้
ภาพรวมธุรกิจ
การกำกับดูแลกิจการ
การกำกับดูแลกิจการ
พัฒนาการความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโต ทางธุรกิจและเติมเต็มความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าร่วมในระยะยาวอย่างยั่งยืน ไปพร้อมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ภาพรวมการกำกับดูแลกิจการ
our mision
สารถึงผู้ถือหุ้น
บริษัทยังคงพยายามอย่างเต็มกำลังในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร เพื่อเป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นักลงทุนสัมพันธ์
นักลงทุนสัมพันธ์
บริษัทมุ่งเน้นที่จะสร้างผลตอบแทนด้วยความใส่ใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
นักลงทุนสัมพันธ์ ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์
ความยั่งยืน
ความยั่งยืน
เพื่อเสริมสร้าง “ศักยภาพและโอกาสการเติมโต“ สู่ “การสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วน“
ซีพีเอฟกับความยั่งยืน
สื่อเผยแพร่
สื่อเผยแพร่
ศูนย์ข่าวสารซีพีเอฟ นำเสนอเรื่องราวครอบคลุมทั้งความยั่งยืน นวัตกรรม ข่าวสารอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ
สื่อเผยแพร่
media-center
สื่อเผยแพร่
ติดตามข่าวสารล่าสุด และเรื่องราวดีๆ จากซีพีเอฟได้ที่นี่
THAI
แม้ว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและห่วงโซ่อุปทานจะมีขอบข่ายกว้างมากขึ้นเพียงใด บริษัทยังคงพยายามอย่างเต็มกำลังและมุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคู่ค้าธุรกิจ และสนับสนุนเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทมีเป้าหมายในการจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบ/ ยั่งยืนในวัตถุดิบเพื่อการผลิตอาหารสัตว์ 5 รายการ ประกอบด้วย ปลาป่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม และมันสำปะหลัง
ความก้าวหน้าในการดำเนินงานของกิจการประเทศไทย
เป้าหมายปี 2563
  • 100% ของคู่ค้าธุรกิจหลักในกิจการประเทศไทยและเวียดนามได้รับการตรวจประเมินด้านความยั่งยืน
ผลการดำเนินงานในปี 2561
  • 72% ของวัตถุดิบหลักทางการเกษตรเป้าหมายมาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบ/ ยั่งยืน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
การจัดหาปลาป่นอย่างยั่งยืน
บริษัทดำเนินธุรกิจเพาะเลี้ยงและผลิตอาหารกุ้ง โดยมิได้ดำเนินธุรกิจเดินเรือหรือเป็นเจ้าของเรือประมง และไม่ได้เป็นผู้ผลิตปลาป่น หากแต่รับซื้อปลาป่นจากโรงงานผลิตปลาป่นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารก้งุ รวมถึงไม่ได้ใช้วัตถุดิบอื่นที่มาจากทะเลนอกเหนือไปจากการใช้ปลาป่น
อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้ผลิตอาหารกุ้งรายใหญ่ของโลก บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เพื่อแก้ไขข้อกังวลที่เกิดขึ้นจากปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเล สภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนอันเนื่องมาจากการประมงที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย
โดยทั่วไปวัตถุดิบในการผลิตปลาป่นจะมาจาก 2 แหล่ง ประกอบด้วย 1) ผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ (By-Product) เช่น โรงงานซูริมิ โรงงานผลิตทูน่ากระป๋อง โรงงานผลิตลูกชิ้นปลา และ 2) ผลพลอยได้จากการทำประมง (By-Catch) ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืนและทวนสอบย้อนกลับของปลาป่นที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล คือ International Fishmeal and Fish Oil Organization’s Responsible Supply Chain of Custody หรือ IFFO RS CoC ซึ่งรับรองโดยองค์กรปลาป่นสากล (IFFO)
การดำเนินงานสำคัญเพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อาหารทะเลยั่งยืน
2555
พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของปลาป่นและกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานในการตรวจสอบ โดยร่วมกับคู่ค้าธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวิธีการทำประมง ขจัดปัญหาการประมงเกินขนาด อันจะนำไปสู่การปกป้องผืนทะเลไทยในท้ายที่สุด
2556
สนับสนุนค่าตอบแทนพิเศษ (Premium Pay) ให้กับโรงงานปลาป่นที่ใช้วัตถุดิบจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย และปฏิบัติสอดคล้องตามระบบตรวจสอบแหล่งที่มาวัตถุดิบของบริษัท เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา และร่วมขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported, Unregulated: IUU Fishing) โดยบริษัทถือเป็นผู้ผลิตรายเดียวที่จ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง
2557
ประกาศนโยบายและหลักเกณฑ์การจัดหาปลาป่น เพื่อรองรับการทำประมงที่ถูกต้องและป้องกันการค้ามนุษย์
ลดการใช้ปลาป่นในสูตรอาหารสัตว์น้ำ ด้วยการพัฒนาและวิจัยวัตถุดิบโปรตีนทดแทนปลาป่น เช่น วัตถุดิบทดแทนจากพืช โดยมีเป้าหมายลดส่วนผสมที่มาจากปลาป่นในอาหารกุ้งให้เหลือร้อยละ 5 ในอนาคต จากปัจจุบันที่มีเพียงร้อยละ 10 ของวัตถุดิบในการผลิตอาหารกุ้ง
2558
จัดหาปลาป่นทั้งหมดที่ใช้ในประเทศไทยจากแหล่งที่มาที่ยั่งยืน โดยเป็นผลพลอยได้แบบ By-Product ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และมาจากโรงงานแปรรูปที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO Responsible Supply (IFFO RS) ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตและการใช้ปลาป่นอย่างยั่งยืนระดับสากลที่สอดคล้องกับจรรยาบรรณในการทำประมงอย่างรับผิดชอบขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Code of Conduct for Responsible Fisheries of FAO) และไม่เป็นผลพลอยได้จากพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ตามนิยามบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List of Threatened Species) นอกจากนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำของบริษัทยังเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO RS Chain of Custody
ตรวจประเมินเรือประมง ท่าเรือ และโรงงานปลาป่นในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท รวมถึงโรงงานอาหารสัตว์ โดย UL ผู้ตรวจสอบอิสระภายนอก ด้วยระบบการทวนสอบย้อนกลับตามแนวทางของคณะทำงานร่วมในระดับอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล (Seafood Task Force) ซึ่งการตรวจประเมินทั้งหมดดำเนินการแล้วเสร็จในต้นปี 2559
2559
ส่งเสริมคู่ค้าธุรกิจปลาป่นแบบ By-Catch ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP+ หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารสัตว์ และพัฒนาต่อเนื่องจนได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO RS Version แม้ว่ากิจการในประเทศไทยของบริษัทในปัจจุบันจะไม่ได้ใช้ปลาป่นประเภท By-Catch ในการผลิตอาหารสัตว์แล้วก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมประมงไทยในท้ายที่สุด
2560
ขยายขอบเขตการส่งเสริมการจัดทำ FIP หรือแผนการปรับปรุง/ พัฒนาการประมง (Fishery Improvement Plan) จากประเทศไทยไปยังประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย และประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อยกระดับการดำเนินงานร่วมกับคู่ค้าธุรกิจไปสู่ IFFO RS IP และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อห่วงโซ่อุปทานปลาป่นที่ยั่งยืน โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะจัดหาปลาป่นใน 4 ประเทศ ภายใต้ IFFO RS IP ภายในปี 2561
ผนึกกำลัง...สร้างคุณค่าร่วม
คณะพัฒนาระบบการผลิต
สินค้าและผลิตภัณฑ์
ประมงไทย หรือ THAI
SUSTAINABLE FISHERIES
ROUNDTABLE (TSFR)
เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางการประมงไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดย TFSR ทำงานร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wild Fund for Nature) สำนักงานประเทศไทย และองค์กร Sustainable Fisheries Partnership (SFP) ในการจัดทำแผนปรับปรุง/ พัฒนาการประมงอย่างยั่งยืน(Fishery Improvement Plan - FIP) สำหรับอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
TFSR ประกอบด้วย 8 สมาคมในห่วงโซ่การประมงไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ได้แก่ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านนํ้าไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมกุ้งไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย
SEAFOOD TASK FORCE
เพื่อพัฒนาและผลักดันการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการใช้แรงงานที่ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล รวมถึงกระบวนการตรวจประเมินที่โปร่งใสโดยผู้ตรวจสอบอิสระภายนอก และการสนับสนุนการจัดทำ FIP ใน 2 ฝั่งทะเลของประเทศไทย
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานความก้าวหน้าที่ www.seafoodtaskforce.global
ศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาล แรงงานประมง จังหวัดสงขลา หรือ The Fishermen Life Enhancement Center (FLEC)
เพื่อขจัดปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในเรือประมง ควบคู่ไปกับพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานประมงและครอบครัว ด้วยการให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ตกเป็นเหยื่อกาค้ามนุษย์ ตลอดจนสร้างผู้นำความคิดและอบรมให้ความรู้แก่แรงงานประมง เพื่อไม่ให้ถูกล่อลวงไปเป็นแรงงานทาส
นอกจากนี้ ยังจัดพื้นที่อบรมอาชีพให้แก่สตรีและห้องเรียนรู้ให้แก่เด็กก่อนวัยเรียนด้วย
FLEC เกิดจากความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย องค์กรสะพานปลา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปภัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (บ้านสุขสันต์) และซีพีเอฟ
SEAFOOD BUSINESS FOR OCEAN STEWARDSHIP (SeaBOS)
บริษัทร่วมลงนามเป็นสมาชิกในโครงการ Seafood Business for Ocean Stewardship หรือ SeaBOS เพื่อความร่วมมือระดับสากลในการพิทักษ์มหาสมุทรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล สู่เป้าหมายการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการผลิตอาหารทะเลคุณภาพสำหรับมนุษย์ด้วยความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน
SeaBOS ริเริ่มโดยมหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเลรายใหญ่ของโลกที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล โดยมีข้อตกลงร่วมกันที่จะประยุกต์ใช้กฎระเบียบสากลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมการทำประมงที่ถูกกฎหมาย ขจัดแรงงานที่ผิดกฎหมาย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการใช้พลาสติก เป็นต้น ผ่านการลงทุนร่วมในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน
GLOBAL DIALOGUE ON SEAFOOD TRACEABILITY (GDST)
เป็นเวทีอภิปรายในระดับสากล เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงานสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ (Interoperable Traceability Systems) และการสร้างความไว้ใจภายในอุตสาหกรรมการร่วมลงนามและมีส่วนร่วมในเวทีอภิปรายดังกล่าว ช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการการตรวจสอบย้อนกลับของอาหารทะเลได้อย่างยั่งยืนและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น
องค์กรสากลด้านมาตรฐานความยั่งยืนของอาหารทะเลหรือ GLOBAL SUSTAINABLE SEAFOOD INITIATIVE (GSSI)
บริษัทเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรสากลด้านมาตรฐานความยั่งยืนของอาหารทะเล (The Global Sustainable Seafood Initiative หรือ GSSI) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกภายใต้ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยบริษัทผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นใจและส่งเสริมการรับรองมาตรฐานอาหารทะเลให้มีความเท่าเทียมกัน ผ่านหลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานที่มีความโปร่งใสสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ FAO ขณะเดียวกันยังทำ หน้าที่เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้การ ทำงานตามแนวทางการผลิตอาหารทะเลอย่างยั่งยืน อาทิ การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางด้านสังคม และการทำประมงผิดกฎหมายโดยการกำหนดมาตรฐาน ที่เท่าเทียมกันตามแนวทางของ GSSI จะช่วยลดต้นทุนการผลิตในส่วนของการดำเนินการและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนเพื่อขอการรับรองมาตรฐานสากลที่มีความหลากหลายของหน่วยงานต่างๆ ตามความต้องการของผู้บริโภคและผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและความสามารถในการแข่งขันเพื่อการส่งออก ตามมาตรฐานที่ได้รับการเปรียบเทียบและรับรองโดยองค์กรดังกล่าว
การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ
เพราะตระหนักดีว่าการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงพยายามอย่างเต็มความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่มาที่รับผิดชอบและยั่งยืน แม้ว่ากระบวนการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของบริษัทจะซับซ้อนและยาวมากเพียงใดก็ตาม
นโยบายและหลักเกณฑ์การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
บริษัทมีนโยบายจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากคู่ค้าธุรกิจและเกษตรกรที่เพาะปลูกบนที่ดินที่มีเอกสารสิทธ์ถูกต้องตามกฏหมายและได้ลงทะเบียนไว้กับบริษัทภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบออนไลน์ (Corn Traceability) ที่บริษัทได้พัฒนาขึ้นเท่านั้น
ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
บริษัทเริ่มพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ซึ่งอาศัยหลักการสมดุลมวล (Mass Balance Traceability) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 โดยระบบดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น คู่ค้าธุรกิจ เกษตรกร นักวิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม
เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาและความเข้าใจในเรื่องการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับของบริษัทแก่คู่ค้าธุรกิจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมด บริษัทยังได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในปี 2558 ก่อนเริ่มใช้ระบบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 และประสบความสำเร็จในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับในปี 2559
โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน
บริษัทดำเนินโครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน โดยความร่วมมือกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ในเรื่องการเพาะปลูกอย่างถูกต้องสอดคล้องตามมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ.4402-2553 (Thai Agricultural Standard–TAS 4402-2010, Good Agricultural Practices for Maize) ตั้งแต่การวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน การจัดการหลังเก็บเกี่ยว และการเพิ่มผลผลิตในการเพาะปลูก รวมถึงมีแผนผลักดันให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลในการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืน บริษัทมีเป้าหมายในการดำเนินโครงการสู่เกษตรกรรายย่อยจำนวน 15,480 ราย โดยครอบคลุมเป็นพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 225,000 ไร่ (หรือ 36,000 เฮกตาร์) ภายในปี 2562
จากการวัดผลการดำเนินโครงการพบว่าแนวทางการดำเนินงานมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตเพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตลดลง อีกทั้งลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากกระบวนการจัดการของเสียระหว่างการเพาะปลูกและหลังเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ไม่เผาทำลายเศษซากวัสดุทางการเกษตร
ส่งเสริมตลาดรองรับผลผลิตเกษตรกรข้าวโพด
บริษัทสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยจําหน่ายผลผลิตเข้าสู่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟโดยตรง 15 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งเปิดจุดรับซื้อและรวบรวมผลผลิตใกล้พื้นที่แหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในพื้นที่ 2 แห่ง คือ จุดรับซื้อ อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ปี2559และจุดรับซื้อ อําเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานีที่เริ่มดําเนินการในปี 2561 เพื่ออํานวยความสะดวก ช่วยลดภาระการขนส่ง และ สร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรในโครงการว่ามีตลาดรับซื้อที่แน่นอน โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงบริษัทเองยังสามารถรวบรวมผลผลิตที่มีคุณภาพดีตั้งแต่ต้นทางเพื่อส่งมอบห่วงโซ่คุณค่าที่ดีจากเกษตรกรสู่มือผู้บริโภค
การดำเนินงาน