การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสำหรับเด็กซึ่งโภชนาการที่เหมาะสมมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ และการเรียนรู้ในระยะยาว
ในประเทศไทย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีประมาณ 1 ใน 10 ยังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างรุนแรง ขณะที่ข้อมูลระดับประเทศระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีราว 13% มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น และประมาณ 7% มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สะท้อนว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอาหารเพียงพอ แต่ยังรวมถึงการทำให้เด็กสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างสม่ำเสมอ
จากโจทย์ดังกล่าว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้าขยาย “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2532 โดยในปีนี้มีโรงเรียนเข้าร่วมเพิ่มอีก 12 แห่ง ทำให้ปัจจุบันโครงการครอบคลุมสะสม 1,030 โรงเรียนใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ
เป้าหมายสำคัญของโครงการคือช่วยให้เด็กนักเรียนเข้าถึงไข่ไก่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับช่วยให้โรงเรียนสามารถสร้างระบบผลิตอาหารที่ดูแลต่อได้ด้วยตนเองในระยะยาว โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับทั้งโรงเรือน อุปกรณ์ แม่ไก่ไข่ อาหารสัตว์ รวมถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาพสัตว์ การจัดการฟาร์ม สุขอนามัย การวางแผนการผลิต และการจัดการผลผลิตไข่
โครงการนี้จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนและครูได้เรียนรู้ทักษะด้านการเกษตรจากการลงมือทำจริง ขณะที่ไข่ที่ผลิตได้สามารถนำมาใช้ประกอบอาหารกลางวันในโรงเรียน และหากมีผลผลิตส่วนเกิน โรงเรียนสามารถบริหารจัดการเพื่อนำรายได้กลับมาเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการผลิตในรอบต่อไป ช่วยให้โครงการสามารถดำเนินต่อเนื่องได้มากกว่าการสนับสนุนเพียงครั้งเดียว
ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงาน โครงการเข้าถึงนักเรียนแล้วมากกว่า 229,502 คน บุคลากรทางการศึกษา 17,447 คน และชุมชนอีก 2,690 แห่ง รวมถึงมีผู้พิการมากกว่า 523 คน เข้ามามีส่วนร่วม โดยตั้งเป้าผลิตไข่ประมาณ 28 ล้านฟองต่อรอบการผลิต
สำหรับ CPF ความมั่นคงทางอาหารจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ความสามารถในการผลิตอาหารให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึงการทำให้อาหารที่มีคุณภาพสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างระบบที่สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว
นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ CPF กล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารสำหรับซีพีเอฟแล้ว หมายถึงการทำให้ผู้คนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีราคาที่เหมาะสม ทั้งในวันนี้และอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบอาหารตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการเข้าถึงของผู้บริโภค
“การนำเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ ความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงความก้าวหน้าด้านโภชนาการมาใช้ร่วมกัน จะช่วยให้ระบบอาหารมีคุณภาพมากขึ้น และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เพื่อให้อาหารยังคงผลิตและส่งต่อถึงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้ให้เกิดผลในชีวิตจริง เด็กได้เข้าถึงโภชนาการที่มีคุณภาพ ขณะที่โรงเรียนและชุมชนก็มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้มากขึ้นในระยะยาว” นางกอบบุญกล่าว
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ของ CPF ซึ่งดำเนินธุรกิจและลงทุนใน 17 ประเทศ และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายมากกว่า 50 ประเทศ โดยมองความมั่นคงทางอาหารครอบคลุมทั้งปริมาณอาหาร คุณภาพและความปลอดภัย โภชนาการ การผลิตอย่างรับผิดชอบ และห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
การขยายโครงการสู่ 1,030 โรงเรียน จึงช่วยให้เด็กเข้าถึงอาหารคุณภาพมากขึ้น พร้อมเสริมความรู้ให้โรงเรียนสามารถผลิตอาหารและพึ่งพาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง




